UFABETWINS VAR พาเพลิน?

UFABETWINS

UFABETWINS   ก่อนอื่นขอบอกว่า…

แรกทีเดียวผมค่อยไม่เห็นด้วยกับการนำเอาเทคโนโลยีที่เรียกว่า VAR มาใช้ในวงการฟุตบอลสักเท่าไหร่นะครับ ด้วยยึดมั่นในความคิดที่ว่าความผิดพลาดของผู้ตัดสินนี่แหละคือ…เสน่ห์ของเกมลูกหนัง

VAR พาเพลิน?

แม้บ่อยครั้งที่ความผิดพลาดของผู้ตัดสินจะทำร้ายจิตใจคุณผู้ชมอย่างจงหนักก็ตาม แต่ผู้ชมอย่างผมที่มีอาการทางจิตนิดๆ กลับมองว่านี่แหละ…รสชาติของชีวิต

ผมชอบที่มันช่วยให้ฟุตบอลมีความดราม่ามากขึ้น รวมถึงมีเรื่องราวให้เล่าขาน และนำไปถกเถียงกันอย่างสนุกสนาน

พูดง่ายๆ ว่ามันช่วยให้ฟุตบอลมีทั้งสีสันอันฉูดฉาด และรสชาติขื่นขมมากขึ้น

กรณีตัวอย่างที่สุดคลาสสิก กรณีหนึ่งคือเรื่อง “แฮนด์ ออฟ ก็อด” ของ ดิเอโก้ มาราโดน่า ในศึกฟุตบอลโลก 1986

VAR พาเพลิน?

   จังหวะที่ “พี่เตี้ย” เอามือชกบอลเข้าไป วาบนั้นมันค่อนข้างก้ำกึ่ง เพราะเหตุการณ์เกิดอย่างฉับพลันจนมองไม่ออกว่ามันเกิดอะไรขึ้นกันแน่ โดยแม้แต่ภาพช้าก็ไม่สามารถบ่งชัดได้แบบ 100% เต็ม เพราะมุมกล้องในสมัยโน้นยังไม่หลากหลายมุมมองเหมือนในยุคปัจจุบัน

กระนั้นมันก็พอมองออกด้วยตาเปล่านั่นแหละว่ามีการใช้มือขยันมาช่วยขยี้ค่อนข้างแน่ เพราะลำพังนักเตะที่เตี้ยม่อต้ออย่างกับข้าวต้มมัดคงไม่ทางกระโดดสูงกว่ามือของผู้รักษาประตูอย่าง ปีเตอร์ ชิลตัน

สมมุติว่าถ้ามี VAR ช่วยตัดสินตั้งแต่ตอนนั้นก็ชัดเจนครับว่า “แฮนด์บอล” และอาร์เจนติน่า จะไม่ได้ประตูนั้น มิหนำ ดิเอโก้ มาราโดน่า ยังต้องได้ใบเหลืองเป็นของแถมอีกต่างหาก

แน่นอนว่ามันเป็นเรื่องที่ไม่ถูกต้อง และผิดกติกาจนส่งผลเสียหายต่อทีมชาติอังกฤษ

ตอนโน้น…ผมยังอยู่ในวัยว้าวุ่นและซอยยิกอยู่ในระดับมัธยมปลาย เรียนตามตรงว่าในฐานะกองเชียร์ทีมชาติอังกฤษคนหนึ่ง วัยรุ่นใจสยิวอย่างผมรับไม่ได้ และในสายตาผม ดิเอโก้ มาราโดน่า คือไอ้ขี้โกงที่ผมโคตรเกลียด

เวลาเปลี่ยน ใจคนเปลี่ยน

เมื่อเติบโตขึ้น แฟนคลับสิงโตคำรามคนหนึ่งอย่างผมกลับคิดมันคงน่าเสียดายมิใช่น้อย ถ้าประวัติศาสตร์ของฟุตบอลโลกไม่มีตำนาน “แฮนด์ ออฟ ก็อด” มิซ้ำยังเป็นส่วนหนึ่ง และเป็นส่วนสำคัญให้การคว้าแชมป์โลกของ อาร์เจนติน่า มีเรื่องราวมากขึ้นอีกต่างหาก

เพราะฉะนั้น ไม่มี VAR น่ะดีแล้ว

กระนั้นในทางกลับกันก็มี “แฮนด์บอล” อีกกรณีที่ผมไม่เห็นด้วยและรู้สึกทุเรศในวงเล็บว่า (อย่างแรง)

เมื่อ เธียร์รี่ อองรี เจตนาใช้มือช่วยจนทีมชาติฝรั่งเศสของเขาทำประตูคู่แข่งอย่าง ไอร์แลนด์ ในรอบเพลย์ออฟ ฟุตบอลโลก 2010

VAR พาเพลิน?

   ขอโทษที่ 2 มาตรฐาน บางทีเรื่องเดียวกัน ความเห็นมันดันไม่เหมือนกันซะอย่างนั้น

อันนี้ผู้ชมทางบ้านอย่างผมเชื่อมั่นแบบเต็มประดาว่าผู้ตัดสินเห็นเหตุการณ์แน่นอน เพราะมันเป็นการแฮนด์บอลทีประเจิดประเจ้อบรรลัย แต่พี่แกแกล้งทำเป็นตาถั่วชั่วขณะจนมโนได้ว่า “ฟีฟ่า” คงอยากให้ ฝรั่งเศส ไปฟุตบอลโลกรอบสุดท้ายมากกว่า ไอร์แลนด์ เพราะมูลค่าทางการตลาดมันคงต่างกันเยอะ

ตั้งแต่นั้น ผมเชื่อว่ามาเฟียลูกหนังอย่างฟีฟ่าคงไม่มีทางยอมให้เทคโนโลยีภาพช้าช่วยตัดสินแบบใน อเมริกัน ฟุตบอล หรือเทนนิส เข้ามาช่วยตัดสินเกมฟาดแข้ง เพราะมันจะกลายเป็นการริดลอนอำนาจที่อยู่ในมือตัวเองเสียเปล่าๆ

จึงพอจะสันนิษฐานเบื้องต้นได้ว่ามันก็มีทั้งดีและไม่ดี มีทั้งที่แบบ “รับได้” กับ “รับไม่ได้” เพียงแต่ฟุตบอลมันก็เป็นของมันแบบนี้มานาน โดยไม่ได้มีความผิดพลาดน่าเกลียดเกิดขึ้นทุกนัดนี่หว่า โดยรวมฟุตบอลยังคงทำหน้าที่ให้ความบันเทิงอย่างเคร่งครัด

กระทั่งมีการเอา VAR มาใช้ในฟุตบอลโลกครั้งล่าสุด

ความคิดผมเปลี่ยนอีกแล้วครับ 555

หลังจากเห็นบทบาทของ VAR ในฟุตบอลโลก ผมพอจะสรุปได้ว่า VAR คือเสน่ห์อีกอย่างที่ช่วยให้เกมลูกหนังมีความระทึกขวัญยิ่งกว่าเดิมด้วยซ้ำ

แถมขณะเดียวกันก็ช่วยให้มีความโปร่งใสและยุติธรรมมากยิ่งขึ้นจนสามารถสัมผัสได้ถึงความสนุก…ไปอีกแบบ

แล้วในที่สุด VAR ก็ลามเข้ามาถึงฟุตบอลลีกที่ได้รับความนิยมมากที่สุดในเมืองมนุษย์อย่างพรีเมียร์ลีกแบบหลีกเลี่ยงไม่ได้

ต้นแบบฟุตบอลสมัยใหม่อย่างอังกฤษมักจะทำอะไรแตกต่างจากชาวบ้านอยู่แล้วนะครับ VAR ในพรีเมียร์ลีกจึงแตกต่างจากชาวบ้านตรงที่ไม่จำเป็นต้องให้ผู้ตัดสินในสนาม  เป็นผู้ชี้ขาด เนื่องเพราะเกรงว่ามันจะเสียเวลามากเกินไป และอรรถรสในเกมลูกหนังก็จะหายตามไปด้วย

ทันใดอังกฤษก็โชว์ความละเอียดอ่อนให้โลกประจักษ์ถึงขนาดจับล้ำหน้าด้วยมาตราวัดระดับมิลลิเมตร ซึ่งอันนี้ก็เกินไป ล้ำนิดๆ หน่อยๆ แค่ปลายขน มึงยกประโยชน์ให้จำเลยไปบ้างก็ได้ หากเส้นตรงเป็นไม้บรรทัดมากไปมันคงไม่ต่างจากเกมคอมพิวเตอร์ที่ตั้งโปรแกรมเอาไว้

นับตั้งแต่เปิดฤดูกาลมีการใช้ VAR ในพรีเมียร์ลีกหลายกรณี โดยมีการ ‘เปลี่ยนแปลง’ คำตัดสินไปแล้ว ทั้งหมด 26 ครั้ง

16 ครั้งที่ยึดประตูที่ยิงได้คืน (แมนฯซิตี้ 2, เชลซี 2, วูล์ฟส์ 2, วิลล่า 2, ไบร์ทตัน 1, เลสเตอร์ 1, สเปอร์ส 1, เบิร์นลี่ย์ 1, ลิเวอร์พูล 1และอาร์เซนอล 1)

3 ครั้งที่ยืนยันว่าเป็นประตู (บอร์นมัธ, อาร์เซนอล และคริสตัล พาเลซ)

4 ครั้งที่ให้จุดโทษ (แมนฯยูไนเต็ด 2, ไบร์ทตัน 1 และคริสตัล พาเลซ 1)

1 ครั้งที่ยึดจุดโทษคืน (เชลซี)

1 ครั้งที่ให้ยิงจุดโทษใหม่ (แมนฯ ซิตี้)

1 ครั้งที่ให้ใบแดงย้อนหลัง (ไรอัน เบอร์ทรานด์)

ในศึกแดงเดือดขบวนล่าสุด จังหวะที่ วิคตอร์ ลินเดเลิฟ เตะขา ดิว็อค โอริกี้ จนล้ม ผู้ตัดสินปล่อยผ่านไปแล้วด้วยมองว่าไม่ฟาวล์ ก่อนที่ แมนฯ ยูไนเต็ด จะได้ประตูนำจากจังหวะต่อเนื่อง แล้วมีการเรียกกลับมาเช็คใหม่ พลางยืนยันตามเดิมว่าเป็นประตูจนนำมาซึ่งคำครหาว่ามีความลำเอียงเกิดขึ้น

VAR พาเพลิน?

   เอาตรงๆ ด้วย “คอมม่อนเซนส์” เด็กผีอย่างผมมองว่าฟาวล์ว่ะ ตอนดูภาพช้ายังคิดเลยว่าโดนยึดประตูคืนแน่ๆ

หรืออย่างเกมที่ แมนฯ ซิตี้ เอาชนะ แอสตัน วิลล่า ด้วยสกอร์ 3-0 เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา

ประตูหนึ่งของทีมเรือใบเกิดขึ้นในจังหวะราฮีม สเตอร์ลิง ยืนอยู่ในตำแหน่งล้ำหน้า โดยเขาเอี้ยวตัวหลบลูก ก่อนที่มันจะพุ่งเข้าไปตุงตาข่ายแล้วมีการเรียกดู VAR

หากว่ากันแบบกำปั้นทุบดิน มันก็ไม่เกี่ยวข้องกับการยิงอะไรนี่หว่า ไม่มีการสัมผัสบอล เจ้าตัวก็แสดงเจตนาไม่พยายามเล่นบอลอย่างชัดเจนด้วย ซึ่งก็นี่ไง อุตส่าห์เอี้ยวตัวหลบลูกแล้วนี่ไง มันไม่เกี่ยวกับการได้ประตูของ แมนฯ ซิตี้ ใช่ไหม

แต่มันก็อาจมองได้ว่าเป็นการ “รบกวน” สายตาของผู้รักษาประตูจนมีผลต่อการได้ประตูเช่นกัน

หรืออย่างเกมที่ แมนฯ ยูไนเต็ด บุกไปเชือด นอริช 3-1 เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา

จังหวะที่ ดาเนี่ยล เจมส์ ถูกแซะจนเสียหลักในเขตโทษ ผู้ตัดสินไม่ได้บ้วนลมผ่านนกหวีดแล้วชี้นิ้วไปที่จุดโทษ ก่อนจะมีการสั่งให้หยุดเกมจากห้อง VAR เพื่อพิจารณาจังหวะนี้ใหม่อีกครั้ง

VAR พาเพลิน?

ผมดูภาพช้าหลายรอบและหลายมุม เรียนตามตรงว่าไม่ชัดเจน แม้จะพอมีเหตุผลมาอธิบายว่าทำไมถึงควรเป็นจุดโทษก็ตาม

จังหวะนั้นเหมือนการปะทะกันแบบ 50-50 ดาเนี่ยล เจมส์ ยังครองบอลไม่ได้ก็จริง แต่หากไม่โดนแซะจนเสียหลักซะก่อน เขามีโอกาสสับไกยิงอย่างแน่นอน

ผู้ตัดสินในห้อง VAR มองว่ามันเป็นการทำลายจังหวะของฝ่ายรับด้วยการกระแทกให้เสียหลักจนฝ่ายรุกเสียโอกาสยิงประตู

นี่คือเหตุผลที่มารองรับ

แถมการมอบใบเหลืองคนทำฟาวล์ย้อนหลังยิ่งตอกย้ำว่ามันเป็นการฟาวล์อย่างแน่นอนในสายตาของคณะกรรมการผู้พิจารณา

ต่อเมื่อ มาร์คัส แรชฟอร์ด ยิงไปติดเซฟ

ภาพช้าแสดงให้เห็นว่า ทิม ครูล นายทวารของ นอริช ทำผิดกติกาด้วยการขยับออกมานอกเส้นทั้ง 2 ขาเลยทีเดียว

อ้าว…แล้วทีอย่างนี้ VAR ดันปล่อยผ่านซะอย่างนั้น

ผมจึงเริ่มมีความรู้สึกว่า VAR มันชักจะเหิมเกริมเกินไปพลางสงสัยง่ามันจะมาทำลายอารมณ์และความรู้สึกของเกมลูกหนังมากขึ้นเรื่อยๆ หรือเปล่า

หลายเหตุการณ์ค่อนข้างค้านสายตาจนนำมาซึ่งความสงสัยในคุณภาพของผู้ตัดสินและผู้ช่วย (ไลน์แมน) ว่ามีมากขนาดไหน ???

คำถามต่อมาคือแล้วไอ้คนที่วางตูดอยู่ในห้องวีเออาร์ มันเก่งและเก๋ากว่าผู้ตัดสินในสนามจริงหรือเปล่า ???

ที่สำคัญ ดูเหมือนมันจะทำให้พวกผู้ตัดสินหยุดพัฒนาความสามารถของตัวเอง แถมไม่กล้าตัดสินใจอะไรที่เด็ดขาดเหมือนเก่า ด้วยคอยแต่จะพึ่งเทคโนโลยีมากเกินไป

อย่างไรก็ตาม

โดยภาพรวมแล้ว ท่านผู้ชมทางบ้านอย่างผมยังมองว่ามันดีนั่นแหละ แม้นว่าจะขัดหูขัดตาในหลายกรณี แต่คิดเสียว่าพรีเมียร์ลีกเพิ่งเริ่มใช้ VAR เป็นฤดูกาลแรกก็แล้วกัน

ตอนนี้มันจึงอยู่ในขั้นตอนของการเรียนรู้ เพื่อนำมาปรับปรุงและแก้ไขให้มีความสมบูรณ์แบบมากยิ่งขึ้น

อารมณ์และความรู้สึกคล้ายการกระดกเหล้าแก้วแรกนั่นแหละครับ

แก้วแรกมักจะฝืนๆ ขืนๆ ระคายลำคอจนต้องทำหน้าเหยเกประหนึ่งมีใครเอาไม้เสียบลูกชิ้นมาเขี่ยรอบขอบดากส์ด้วยความเร็วสูง กระทั่งแก้วที่ 4 แก้วที่ 5 ผ่านไป แก้วที่ 6 และแก้วที่ 7 ค่อยๆ ผ่านไป

เอ๊ะ…ทำไม มันชักไหลลื่น

เหมือนตอนที่มีการเปลี่ยนกฏการส่งลูกคืนหลังใหม่ๆ ห้ามนายทวารใช้มือรับนั่นแหละครับ ผู้เล่น และโดยเฉพาะผู้รักษาประตูต้องอาศัยเวลาปรับตัวกันพักใหญ่เลยทีเดียวกว่าจะคุ้นเคยแล้วช่วยให้เกมมีความลื่นไหลมากยิ่งขึ้น

VAR พาเพลิน?

หลายต่อหลายจังหวะเหลือเกินที่ VAR ตัดสินแบบค้านสายตาคุณผู้ชมจนสามารถพูดได้เต็มปากเต็มคำว่ามันยังอุดมด้วยความผิดพลาด และทำตัวไม่ชัดเจนจริงๆ นี่หว่า

นี่คือบทเรียนที่พวกเขาต้องนำไปแก้ไขและปรับปรุงในลำดับต่อไป แถมตอนนี้คุณผู้ชมก็อยู่ในช่วงปรับตัวเช่นกัน เพื่อทำความคุ้นเคยกับเทคโนโลยีใหม่ในพรีเมียร์ลีก

หากใครชักไม่สนุก หรือชักรำคาญกับความหยุมหยิมของ VAR ก็ทนๆ เอาหน่อยนะครับ – เดี๋ยวมันก็คงจะเข้าที่และเข้าทางมากขึ้น

เหมือนกระดกเหล้าแก้วแรกนั่นแหละครับ

 

คลิกเลย >>>  https://www.ufabetwins.com/

คลิกเลย >>>  https://www.mangorent.com/

Author: admins